Hypnosis · สะกดจิตบำบัด

ไม่มีจิตอ่อนหรือจิตแข็ง มีแต่สมองที่พร้อมเรียนรู้ต่างกัน

มีคำถามหนึ่งที่ได้ยินบ่อยมากทุกครั้งที่พูดถึงการสะกดจิตบำบัดค่ะ คำถามนั้นคือ “แบบนี้แปลว่าต้องเป็นคนจิตอ่อนถึงจะสะกดจิตได้ใช่ไหม?”

มันเป็นคำถามที่เข้าใจได้มาก เพราะความเชื่อเรื่องจิตอ่อนจิตแข็งนั้นฝังอยู่ในความเข้าใจของคนไทยมานานมากแล้ว แต่ถ้าพูดกันตรงๆ ในทางเทคนิคของการสะกดจิตบำบัดนั้น ไม่มีคำว่าจิตอ่อนหรือจิตแข็งอยู่เลย

สิ่งที่มีอยู่จริงคือ “ความพร้อมในการเปิดรับสิ่งใหม่” และ “ความต้านทาน (Resistance)” เพียงสองอย่างนี้เท่านั้นค่ะ


ทำไมถึงไม่มีจิตอ่อนจิตแข็ง?

ลองถามตัวเองดูค่ะว่า “จิตแข็ง” คืออะไรกันแน่? ถ้าตอบได้ไม่ชัดเจน นั่นเป็นเพราะมันเป็นคำที่ฟังดูมีความหมาย แต่จริงๆ แล้วไม่มีนิยามที่แน่นอน การสะกดจิตบำบัดไม่ได้ทำงานกับ “ความแข็งแกร่งของจิตใจ” แต่ทำงานกับความสามารถของสมองในการเปิดรับและเรียนรู้วิธีตอบสนองใหม่ๆ

เหมือนการเรียนทักษะใหม่ ๆ ไม่ใช่คนที่ “จิตอ่อน” เท่านั้นที่เรียนรู้ได้ แต่คือคนที่ใจพร้อมเปิดรับและพร้อมลองทำตามคำแนะนำ ส่วนคนที่เรียนยากก็ไม่ใช่เพราะจิตแข็ง แต่เพราะมีความต้านทาน (Resistance) บางอย่างที่ขัดขวางกระบวนการอยู่ต่างหาก


ความต้านทานคืออะไร และทำไมมันถึงสำคัญ?

ในกระบวนการสะกดจิตบำบัด การสะกดจิตนั้นคือการให้คำแนะนำในระดับที่ลึกกว่าจิตสำนึก และการตอบสนองต่อการสะกดจิตคือการที่จิตใต้สำนึกเปิดรับคำแนะนำเหล่านั้นค่ะ

ความต้านทาน (Resistance) จึงหมายถึงสิ่งที่ขัดขวางการเปิดรับนั้น ซึ่งอาจมาในหลายรูปแบบ ทั้งความไม่ไว้วางใจ ความกังวลที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ความคาดหวังที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือบางครั้งก็เป็นเพียงแค่วงจรการตอบสนองที่สมองยึดติดกับรูปแบบเดิมลึกมากจนต้องใช้เวลามากกว่าปกติในการเปลี่ยนแปลงค่ะ

และนี่คือสิ่งที่สำคัญมากค่ะ บางครั้งสิ่งที่ดูเหมือน “การต้านทาน” อาจเป็นเพียงวิธีที่สมองพยายามปกป้องเราจากประสบการณ์ที่เคยเจ็บปวดมาก่อน มันไม่ได้หมายความว่าสมองกำลัง “ขัดขวาง” แต่หมายความว่ามันกำลังทำหน้าที่ที่เคยได้รับการสอนมาอย่างซื่อสัตย์ที่สุดค่ะ

สิ่งเหล่านี้จึงไม่ใช่ความผิดของใคร แต่เป็นสิ่งที่นักบำบัดและผู้รับบริการต้องทำงานร่วมกันเพื่อคลี่คลายอย่างเข้าใจค่ะ


ผลลัพธ์ใหม่ ต้องการพื้นที่ใหม่

งานวิจัยด้านประสาทวิทยาพบว่า สมองสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดชีวิต แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นต้องการเงื่อนไขที่เหมาะสมค่ะ เงื่อนไขหนึ่งที่สำคัญที่สุดคือความพร้อมในการเปิดรับสิ่งที่แตกต่างจากเดิม

มีคำถามที่น่าคิดมากค่ะ คือถ้าเราคิดแบบเดิม พูดแบบเดิม และตอบสนองต่อทุกสิ่งในแบบเดิมตลอดเวลา สมองก็จะรันวิธีตอบสนองเดิมซ้ำๆ ต่อไปโดยไม่มีวันเปลี่ยน นั่นไม่ใช่เพราะจิตแข็ง แต่เพราะการยึดติดกับรูปแบบเดิมทำให้ไม่มีพื้นที่สำหรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ค่ะ

เหมือนกับการอยากได้ต้นไม้ต้นใหม่ แต่ไม่ยอมพรวนดินให้กับมัน


แล้วถ้าสะกดจิตบำบัดไม่ได้ผล ต้องโทษอะไร?

คำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดคือ มันไม่ใช่เรื่องของจิตอ่อนหรือจิตแข็งค่ะ และไม่ใช่เรื่องของเทคนิคที่ดีหรือไม่ดีเพียงอย่างเดียวเช่นกัน

ส่วนใหญ่แล้วเมื่อกระบวนการไม่ได้ผลเท่าที่ควร มักมาจากความต้านทาน (Resistance) ที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย ความคาดหวังที่ไม่ตรงกัน หรือการปกป้องตัวเองในระดับจิตใต้สำนึกที่ยังต้องการเวลามากกว่านี้ ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่พูดคุยและทำงานร่วมกันได้ค่ะ ไม่ใช่กำแพงที่ทะลุไม่ได้

สิ่งที่ NBRH ให้ความสำคัญมากในกระบวนการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy คือการเข้าใจก่อนว่าความต้านทานของแต่ละคนมาจากไหน และทำงานกับมันอย่างเคารพ ไม่ใช่การฝืนหรือบังคับค่ะ เพราะพิมพ์เขียวของพฤติกรรมที่สมองสร้างขึ้นมานั้นมีเหตุผลของมันเสมอ การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจึงต้องเริ่มจากการเข้าใจเหตุผลนั้น ไม่ใช่การข้ามมันไปค่ะ

ไม่มีจิตอ่อนหรือจิตแข็ง มีเพียงสมองที่เรียนรู้รูปแบบบางอย่างมาแตกต่างกัน และเมื่อเข้าใจรูปแบบนั้น การเปลี่ยนแปลงก็ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการฝืนตัวเอง แต่เกิดจากการเรียนรู้สิ่งใหม่ในเวลาที่เหมาะสมค่ะ

หากอยากเข้าใจว่าความต้านทานในจิตใต้สำนึกเกิดขึ้นได้อย่างไร สามารถอ่านต่อได้ที่บทความ “การสะกดจิตคือการเรียนรู้ของจิตใต้สำนึก” และถ้าสงสัยว่ากระบวนการสะกดจิตบำบัดในห้องจริงๆ นั้นเป็นอย่างไร บทความ “Hypnotherapy คืออะไร” จะช่วยให้เห็นภาพได้ชัดขึ้นค่ะ

← กลับไปหมวดสะกดจิตบำบัด
พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

เริ่มต้นด้วยการพูดคุย

หากคุณเคยกังวลว่าตัวเอง “จิตแข็งเกินไป” สำหรับการบำบัด เราพร้อมรับฟังและทำงานกับความต้านทานของคุณอย่างเข้าใจก่อนเริ่มเสมอ