Self-Esteem · คุณค่าในตนเอง

แผลใจ 5 แบบที่หลายคนแบกมาจากวัยเด็ก: ถูกปฏิเสธ ถูกทอดทิ้ง ถูกทำให้อับอาย ถูกทรยศ และความอยุติธรรม

ในห้องประชุมเช้าวันจันทร์ มินยกมือเสนอไอเดียที่เตรียมมาทั้งสุดสัปดาห์ หัวหน้าฟังไปแค่ครึ่งเดียวแล้วพูดว่า “เอาไว้ก่อนนะ ไปเรื่องถัดไป” แค่นั้นเอง ในห้องประชุมไม่มีใครหัวเราะเธอ ไม่มีใครตำหนิเธอ ที่ประชุมเดินหน้าต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่สำหรับมิน บางอย่างข้างในใจเธอปิดสวิตช์ลงเงียบๆ ตลอดการประชุมที่เหลือเธอไม่พูดอีกเลย และเสียงในหัวก็เริ่มบทพูดที่คุ้นเคย “นั่นไง ว่าแล้วว่าไม่ควรเสนอ อยู่เงียบๆ ก็ดีอยู่แล้ว หาเรื่องจริงๆ” กลับถึงบ้านค่ำนั้น มินเหนื่อยเหมือนวิ่งมาราธอนมาทั้งที่นั่งอยู่กับที่ทั้งวัน เหนื่อยจากการประคองหน้ากากใบหนึ่งไว้ไม่ให้ใครเห็นว่าข้างในสั่นแค่ไหน

สิ่งที่มินเป็นเกิดจาก Inner Child Wound หรือ แผลใจจากวัยเด็กค่ะ หลายคนอาจจะเคยได้ยินแผลใจ 4 แบบ (กทอดทิ้ง ไม่ไว้ใจ ไม่ถูกมองเห็น และรู้สึกผิด) กันมาแล้ว แต่วันนี้เราจะมาสำรวจอีกแนวคิดกันค่ะนั่นคือ Inner Child Wound 5 แบบ หรือ 5 บาดแผลทางใจจากวัยเด็ก ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดจากงานเขียนแนวพัฒนาตนเองของ Lise Bourbeau นักเขียนชาวแคนาดา ที่เสนอว่าประสบการณ์วัยเด็กอาจทิ้งบาดแผลหลักไว้ 5 ลักษณะ ได้แก่ การถูกปฏิเสธ การถูกทอดทิ้ง การถูกทำให้อับอาย การถูกทรยศ และความอยุติธรรม โดยแต่ละแผลมักมาพร้อม “หน้ากาก” หรือท่าทีป้องกันตัวที่เราสวมโดยไม่รู้ตัว ค่ะ

แผลใจ 5 แบบ มาจากไหน และเชื่อถือได้แค่ไหน

กรอบแผลใจ 5 แบบมาจากหนังสือของ Lise Bourbeau ซึ่งเป็นงานเขียนแนวพัฒนาตนเอง Bourbeau เสนอว่าเด็กที่เจ็บจากประสบการณ์บางลักษณะ อาจค่อยๆ พัฒนา “หน้ากาก” ขึ้นมาเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเจ็บซ้ำซาก และเมื่อสวมหน้ากากนั้นนานพอ เราก็เริ่มลืมไปว่ามันคือหน้ากาก แล้วคิดไปว่ามันคือใบหน้าของเราจริงๆ พูดง่ายๆ คือการเสแสร้งแกล้งทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เป็น จนเราเข้าใจไปว่าสิ่งที่แกล้งทำนั้นมันคือ “นิสัย” ของเราจริงๆ สิ่งนี้คือการปกป้องตัวเองทางอารมณ์รูปแบบหนึ่ง เป็นกลไกการปรับตัว (Adaptive Coping) ที่ถูกฝึกจนกลายเป็นการตอบสนองอัตโนมัติค่ะ

แผลใจ 5 แบบ มีอะไรบ้าง

  1. แผลจากการถูกปฏิเสธ มักก่อตัวจากประสบการณ์ที่ทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวตนของตัวเองไม่เป็นที่ต้อนรับ ความคิดเห็นถูกปัดตก สิ่งที่ตนชอบถูกมองว่าแปลก หรือรู้สึกมาตลอดว่าตัวเองไม่ใช่ลูกแบบที่พ่อแม่หวัง หน้ากากที่มักถูกสวมคือ “การล่องหน” ค่ะ ทำตัวเล็กที่สุด เงียบที่สุด อยู่ให้ห่างจากสปอตไลต์ที่สุด ในวัยผู้ใหญ่ ร่องรอยนี้มักโผล่มาในลักษณะของคนที่ไม่กล้าเสนอความคิด มักถอยออกจากโอกาสก่อนที่ใครจะทันปฏิเสธ หรืออาการแบบมินในห้องประชุม ที่คำว่า “เอาไว้ก่อน” คำเดียว สะเทือนเท่ากับการถูกบอกว่าตัวตนทั้งหมดไม่มีค่า
  2. แผลจากการถูกทอดทิ้ง มักก่อตัวจากได้รับความอบอุ่นที่ไม่สม่ำเสมอ การแยกจาก หรือการมีผู้ใหญ่ที่อยู่ตรงนั้นแต่ตัวแต่ใจไม่เคยอยู่ หน้ากากที่มักถูกสวมคือ “การพึ่งพิง” การเกาะเกี่ยวความสัมพันธ์ไว้แน่นๆ เพราะการอยู่คนเดียวรู้สึกอันตรายเกินไป ในวัยผู้ใหญ่ รูปแบบนี้มักถูกแสดงออกมาเป็นความกลัวการอยู่ลำพัง ความต้องการคำยืนยันซ้ำๆ ว่ายังถูกรักอยู่ หรือการยอมหลายอย่างเกินควรเพื่อไม่ให้เสียใครไป
  3. แผลจากการถูกทำให้อับอาย มักก่อตัวจากประสบการณ์ที่ความเป็นตัวเองถูกทำให้กลายเป็นเรื่องน่าขำหรือน่าละอาย การถูกล้อต่อหน้าคนอื่น ถูกเปรียบเทียบให้รู้สึกด้อยค่า หรือถูกตำหนิวิพากษ์วิจารณ์ต่อรูปร่างหน้าตาและความต้องการพื้นฐาน หน้ากากที่มักถูกสวมคือ “การยอมแบกรับ” ค่ะ ทำให้เจ้าตัวกลายเป็นคนที่หัวเราะกับมุกที่ทำร้ายตัวเองก่อนใคร คอยดูแลทุกคน และวางความต้องการของตัวเองไว้ท้ายสุดเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นคนดี ในวัยผู้ใหญ่ ร่องรอยนี้มักโผล่มาเป็นความรู้สึกผิดเมื่อทำอะไรเพื่อตัวเอง หรือความกลัวลึกๆ ว่าถ้าใครเห็นตัวตนจริงจะรังเกียจเอาได้
  4. แผลจากการถูกทรยศ มักก่อตัวจากถูกผิดคำสัญญาซ้ำๆ ความไว้ใจที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือ หรือคนที่ควรปกป้องเรากลับเป็นฝ่ายทำให้ผิดหวังในจังหวะที่สำคัญที่สุด หน้ากากที่มักถูกสวมคือ “การควบคุม” เพราะถ้าคุมทุกอย่างเองได้ ก็ไม่ต้องเสี่ยงโดนใครหักหลัง ในวัยผู้ใหญ่ รูปแบบนี้มักโผล่มาในคนที่มอบหมายงานให้ใครแต่ไม่เคยวางใจได้เต็มที่ การวางแผนเผื่อกรณีเลวร้ายตลอดเวลา หรือความโกรธที่พุ่งแรงเป็นพิเศษเมื่อเจอคนไม่รักษาคำพูด
  5. แผลจากความอยุติธรรม มักก่อตัวในเด็กที่ถูกปฏิบัติอย่างเย็นชาหรือเข้มงวดเกินไป ถูกให้คุณค่าจากผลงานมากกว่าตัวตน หรือเห็นความไม่เท่าเทียมชัดๆ ในบ้านโดยทำอะไรไม่ได้ หน้ากากที่มักถูกสวมคือ “ความสมบูรณ์แบบ” ค่ะ พวกเขาต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้องไร้ที่ติ เพราะความถูกต้องคือเกราะเดียวที่เถียงไม่ได้ ในวัยผู้ใหญ่ ลักษณะนี้มักโผล่มาในรูปแบบของการตั้งมาตรฐานต่อตัวเองที่สูงจนหายใจไม่ออก ความยากในการยอมรับความช่วยเหลือ หรือการตัดขาดจากความรู้สึกตัวเองจนบางครั้งไม่แน่ใจว่าตอนนี้เหนื่อยหรือเปล่า

คุณค่าที่แท้จริงของแนวคิดนี้ไม่ใช่การได้รู้ว่าเราเป็นแผลหมายเลขอะไรนะคะ แต่คือวินาทีที่เราเริ่มแยกได้ว่า “หน้ากากไม่ใช่ใบหน้าที่แท้จริงของเรา” เช่นความสมบูรณ์แบบของบางคนไม่ใช่ความเนี้ยบโดยกำเนิด แต่มันคือเกราะของแผลจากความอยุติธรรม การแยกสองอย่างนี้ออกจากกันได้ เปิดคำถามที่เปลี่ยนชีวิตกว่าเดิมมากค่ะ นั่นคือ ถ้าไม่ต้องสวมหน้ากากใบนี้ตลอดเวลา เราอยากใช้ชีวิตแบบไหน

หากร่องรอยเหล่านี้รบกวนชีวิตชัดเจน เช่น ความสัมพันธ์สะดุดซ้ำในจุดเดิม ความเหนื่อยล้าจากการประคองหน้ากากจนไม่เหลือแรง หรือความรู้สึกท่วมท้นที่จัดการเองไม่ไหว การพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่ทำงานกับบาดแผลทางใจโดยเฉพาะ (trauma-informed) คือทางเลือกที่ควรอยู่ต้นๆ ของรายการค่ะ คุณไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเองค้นหาว่าแผลเริ่มจากเหตุการณ์ไหน หรือรื้อฟื้นความทรงจำวัยเด็กที่เลือนรางไปแล้ว เริ่มจากหน้ากากที่เห็นในวันนี้ได้เลยนะคะ และหากช่วงไหนข้างในหนักเกินกว่าจะแบกคนเดียว สายด่วนสุขภาพจิต 1323 มีคนพร้อมรับฟังอยู่เสมอค่ะ

การสะกดจิตบำบัดกับแผลใจทั้ง 5 ในแนวทางของ NBRH

ที่ NBRH เราใช้การสะกดจิตบำบัด (Hypnotherapy) เป็นแนวทางหลักในการทำงานกับอารมณ์ ความรู้สึกทางกาย ความหมายที่บุคคลมีต่อตนเอง และรูปแบบการตอบสนองอัตโนมัติที่ยังเชื่อมโยงกับประสบการณ์วัยเยาว์ค่ะ

สำหรับแผลใจทั้งห้า สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือหน้ากากที่กำลังทำงานในปัจจุบัน ความเงียบที่เกิดขึ้นเองในห้องประชุม ความกังวลเมื่อต้องมอบหมายงาน ความรู้สึกผิดเมื่อพัก การทำงานไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อค้นหาหรือยืนยันความทรงจำที่ถูกลืม และไม่จำเป็นต้องรู้ว่าแผลแต่ละแผลเริ่มต้นจากเหตุการณ์ไหน เราค่อยๆ ทำงานกับรูปแบบเหล่านี้ในภาวะจดจ่อและผ่อนคลาย ซึ่งผู้รับบริการอาจยังรับรู้สิ่งรอบตัว หรือเคลิ้มลึกลงไปเป็นช่วงๆ ได้ โดยไม่ใช่ภาวะที่ผู้บำบัดเข้าควบคุมจิตใจ และความปลอดภัยทางอารมณ์ของผู้รับบริการคือสิ่งที่เราถือเป็นลำดับแรกเสมอ เป้าหมายไม่ใช่การกระชากหน้ากากออกนะคะ เพราะหน้ากากเคยปกป้องเราจริงและสมควรได้รับการขอบคุณ แต่คือการช่วยพัฒนาวิธีตอบสนองเพิ่มเติมที่สอดคล้องกับชีวิตปัจจุบันมากขึ้น เพื่อให้เรามีทางเลือกว่าจะสวมหรือวางหน้ากากเมื่อไหร่ แทนที่หน้ากากจะเป็นฝ่ายเลือกแทนเราทุกครั้งค่ะ

การเยียวยาบาดแผลทางใจในความหมายของเราจึงไม่ใช่การฉีกหน้ากากทิ้งอย่างหักโหม แต่คือการที่เรากลับมาเป็นเจ้านายหน้ากากนั้น สวมได้เมื่อจำเป็น วางได้เมื่อปลอดภัย และรู้เสมอว่าใบหน้าข้างใต้ไม่เคยหายไปไหนค่ะ

ที่ NBRH (Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy) เราเชื่อว่าพฤติกรรมและการตอบสนองของเราไม่ใช่ตัวตนถาวร แต่คือรูปแบบที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากประสบการณ์ ซึ่งอาจค่อยๆ เปลี่ยนแปลงได้เมื่อได้รับการดูแลและมีเงื่อนไขที่เหมาะสม เราใช้การสะกดจิตบำบัดเป็นแนวทางหลักในการทำงานกับวงจรอัตโนมัติเหล่านี้ ในพื้นที่ที่ปลอดภัย เป็นส่วนตัว และเคารพจังหวะของแต่ละคนเสมอค่ะ

หากกรอบ 5 แผลนี้จุดประกายให้อยากสำรวจลึกขึ้น เราเขียนเรื่อง 4 แผลใจจากวัยเด็ก: ถูกทอดทิ้ง ไม่ไว้ใจ ไม่ถูกมองเห็น และรู้สึกผิด ไว้ในมุมที่เน้นการก่อตัวของแต่ละแผลโดยเฉพาะค่ะ ภาพใหญ่ของเรื่องทั้งหมดอยู่ในบทความ บาดแผลทางใจในวัยเด็ก (Childhood Trauma) ส่วนใครที่อยากรู้จักส่วนของใจที่ยังถือแผลเหล่านี้อยู่ ลองอ่านเรื่อง Inner Child และ 4 ร่องรอยจากวัยเด็ก ดูนะคะ และสำหรับคนที่อยากเข้าใจพื้นฐานก่อนตัดสินใจ เราอธิบายไว้แล้วว่า การสะกดจิตบำบัดคืออะไรและทำงานอย่างไร ค่ะ

← กลับไปหมวดคุณค่าในตนเอง
พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

เริ่มต้นด้วยการพูดคุย

หากการประคองหน้ากากไว้ทุกวันเริ่มทำให้คุณหมดแรง เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ