Default Mode Network (DMN) คืออะไร: ทำไมยิ่งอยากจะพัก สมองยิ่งคิดไม่หยุด
กว่าจะเคลียร์งานเสร็จก็เกือบเที่ยงคืน แพรล้มตัวลงบนเตียงด้วยความตั้งใจว่าจะได้พักสมองสักที
แต่พอหัวแตะหมอน ลำโพงใจก็ทำงานทันที เธอนึกถึงสิ่งที่เธอตอบเจ้านายไปห้วนๆ เมื่อตอนบ่ายว่า “เขาจะคิดยังไงกับเรานะ” แล้วภาพก็ตัดไปเรื่องที่เธอต้องพรีเซนต์พรุ่งนี้ “ถ้าพูดไม่รู้เรื่องขึ้นมาจะทำยังไงดี” ตามด้วยเรื่องเก่าเมื่อสามปีก่อนที่เธอนึกว่าลืมไปแล้ว ยิ่งอยากให้ความคิดเงียบ เสียงความคิดยิ่งดัง กว่าจะหลับลงได้ก็ปาไปตีสอง ทั้งที่ตัวเหนื่อยจะแย่เต็มที แต่สมองกลับเลือกช่วงเวลาที่ไม่ต้องทำอะไรที่สุดมาเปิดประเด็นทุกเรื่องพร้อมกัน
สิ่งนี้คือเครือข่ายในสมองที่ชื่อว่า Default Mode Network หรือ DMN ถ้าจะสรุปสั้นที่สุด DMN คือเครือข่ายในสมองที่มักทำงานประสานกันในช่วงพักและระหว่างกิจกรรมทางความคิดที่หันเข้าหาภายใน เช่น การนึกถึงตัวเอง ความทรงจำ อนาคต และความคิดของผู้อื่น DMN ไม่ใช่เครือข่ายที่ทำให้คิดมากตรงๆ และไม่ได้เปิดทำงานเฉพาะเวลาที่เราว่างๆ หรือไม่ได้ทำอะไร แต่ในบางงานวิจัยรายงานว่ารูปแบบการทำงานและการเชื่อมต่อของมันมีความสัมพันธ์กับการครุ่นคิดวนซ้ำ และการที่ DMN ทำงานก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานปกติของสมอง จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือสิ่งที่ต้องกำจัดค่ะ
Default Mode Network (DMN) คืออะไร
Default Mode Network หรือบางครั้งเรียกเป็นไทยว่าเครือข่ายภาวะตั้งต้นของสมอง คือกลุ่มบริเวณในสมองหลายส่วนที่มีแนวโน้มทำงานประสานกันเป็นเครือข่ายค่ะ นักวิจัยพบว่าเครือข่ายเหล่านี้มักทำงานประสานกันเด่นขึ้นในช่วงที่เราพักผ่อน หรือในช่วงที่ความสนใจหันออกจากงานที่กำลังทำไปสู่ความคิดภายในใจ มันจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่าเครือข่ายขณะพัก (Resting-state Network) และมันจะทำงานน้อยลงเมื่อเราต้องใส่ใจในงานบางประเภทที่ต้องใช้ความสนใจกับสิ่งภายนอกอย่างมาก อย่างไรก็ตาม DMN ไม่ได้เปิดเฉพาะเวลาที่ “ไม่ทำอะไร” และไม่ได้ปิดลงในทุกครั้งที่เรามีงานทำ เพราะมันยังมีบทบาทในกิจกรรมที่ต้องใช้ความทรงจำ ความหมาย และการคิดเกี่ยวกับตนเองหรือผู้อื่นด้วยค่ะ
พูดง่ายๆ คือมันเป็นเหมือนโหมดที่สมองมักสลับไปใช้เมื่อไม่มีงานภายนอกมาเรียกร้องความสนใจ ซึ่งชื่อ “Default Mode” หรือโหมดตั้งต้นก็มาจากตรงนี้ และนี่คือเหตุผลที่หลายคนพบว่า ในจังหวะที่ว่างที่สุดของวัน อย่างตอนอาบน้ำ ตอนรถติด หรือตอนหัวถึงหมอน กลับเป็นตอนที่ความคิดผุดขึ้นมามากที่สุด เพราะเมื่อสิ่งเร้าภายนอกลดลง ความคิดภายในที่ถูกกลบไว้ระหว่างวันอาจสังเกตเห็นได้เด่นขึ้น และ DMN เป็นหนึ่งในเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางความคิดลักษณะนี้ค่ะ
DMN ทำงานตอนไหน และทำหน้าที่อะไร
จากการศึกษาที่ผ่านมา Default Mode Network มักถูกเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางความคิดหลายอย่าง โดยกิจกรรมเหล่านี้จะต้องมีจุดร่วมคือ การหันเข้าหาโลกภายในใจค่ะ ทั้งการคิดถึงตัวเองและประเมินตัวเอง การรื้อฟื้นความทรงจำในอดีต การจินตนาการหรือวางแผนอนาคต ใจลอย (Mind-wandering) และการนึกถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่น
หน้าที่เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไร้ประโยชน์เลยนะคะ ความสามารถในการทบทวนตัวเองหรือการคิดที่เกี่ยวกับตัวเอง (Self-referential Thinking) การเรียนรู้จากอดีต การวางแผนอนาคต และการเข้าใจคนอื่น ล้วนเป็นทักษะสำคัญที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ที่ใช้ชีวิตในสังคมได้ DMN จึงไม่ใช่ความบกพร่องของสมอง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานที่จำเป็น เพียงแต่เมื่อการทำงานและการประสานกับเครือข่ายอื่นติดอยู่ในรูปแบบบางอย่าง หรือเมื่อเราสลับออกจากการคิดภายในกลับมาสู่สิ่งตรงหน้าได้ยาก ความคิดที่ปกติมีประโยชน์ก็อาจกลายเป็นวงจรที่สร้างความทุกข์ได้
DMN เปรียบเหมือนนักเล่าเรื่องประจำใจ
ภาพที่ช่วยอธิบายเรื่องนี้ได้ดี คือนักเล่านิทานที่ประจำอยู่ในใจเราค่ะ
ในเวลาที่เราจดจ่อกับงานตรงหน้า นักเล่านิทานคนนี้จะหลบไปนั่งเงียบๆ อยู่หลังเวที แต่ทันทีที่ไฟหน้าเวทีของงานภายนอกค่อยๆ หรี่ลง เขาก็เดินออกมาที่กลางเวทีแล้วเริ่มเล่าเรื่องทันที เรื่องของเรา เรื่องเมื่อวาน เรื่องพรุ่งนี้ เรื่องที่คนอื่นอาจคิดกับเรา ในวันที่สบายๆ เขาเป็นนักเล่านิทานที่ดี ช่วยให้เราได้ทบทวนบทเรียน คิดทบทวนสิ่งที่จะทำ และเข้าใจความรู้สึกคนรอบตัว แต่ในวันที่เหนื่อยล้าหรือเครียด นักเล่านิทานคนเดิมอาจติดอยู่กับนิทานเรื่องเดียว เวียนวนบรรยายฉากที่เจ็บปวดซ้ำไปซ้ำมาไม่ยอมจบ ทางออกจึงไม่ใช่การไล่นักเล่านิทานคนนี้ออกไป เพราะเรายังต้องการเขา แต่เป็นการค่อยๆ ช่วยให้เขาไม่ติดอยู่กับนิทานเรื่องเดิมๆ และสรรหาเรื่องใหม่ๆ ที่เหมาะสมกว่ามาเล่าบ้างค่ะ
DMN กับการครุ่นคิดวนซ้ำ
จุดที่เชื่อมโยง DMN เข้ากับความทุกข์ใจได้ชัดที่สุด คือเรื่องการครุ่นคิดวนซ้ำ หรือ Rumination ค่ะ งานวิจัยพบว่าการทำงานและการเชื่อมต่อของ DMN ที่เปลี่ยนแปลงไป มีความสัมพันธ์กับแนวโน้มการคิดวนซ้ำที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง และในงานวิจัยบางส่วนก็พบความเกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลด้วย
แต่ตรงนี้ต้องขอชี้แจงอย่างระมัดระวังนะคะ สิ่งที่งานวิจัยพบส่วนใหญ่เป็นความสัมพันธ์ ไม่ใช่การพิสูจน์ว่า DMN เป็นสาเหตุโดยตรงของภาวะเหล่านี้ และหลักฐานโดยรวมก็ยังผสมกันอยู่ การบอกว่า “DMN คือเครือข่ายตัวร้ายที่ทำให้เราคิดมาก” จึงเป็นการเล่าที่มักง่ายและเกินกว่าที่หลักฐานทางการวิจัยรองรับ ถ้าจะให้พูดอย่างเหมาะสมจึงควรเป็นว่า การคิดวนซ้ำเกี่ยวข้องกับรูปแบบการทำงานร่วมกันของ DMN และเครือข่ายอื่นๆ ที่ควบคุมความสนใจและความคิด เมื่อระบบสลับออกจากการประมวลผลเรื่องตัวเองได้ยาก ความคิดก็อาจวนอยู่กับเนื้อหาเดิมนานขึ้น
และถ้าการครุ่นคิดวนซ้ำหรือความรู้สึกหม่นเริ่มหนักและต่อเนื่องจนกระทบการนอน การใช้ชีวิต หรือความสัมพันธ์ การได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจะช่วยดูแลได้ตรงจุดกว่าการพยายามสั่งให้ตัวเองหยุดคิดค่ะ และหากช่วงไหนความทุกข์ทางใจหนักเกินกว่าจะรับมือเพียงลำพัง สายด่วนสุขภาพจิต 1323 มีเจ้าหน้าที่รับฟังตลอด 24 ชั่วโมงนะคะ
เราปิด DMN เพื่อให้สงบได้ไหม
คำถามนี้พบบ่อยมากค่ะ โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ที่มักเล่าว่าการทำสมาธิหรือวิธีบางอย่างช่วย “ปิด” DMN แล้วจะทำให้จิตสงบหรือปล่อยวางตัวตนได้ ขอตอบตามหลักฐานทางการวิจัยอย่างตรงไปตรงมานะคะ
งานวิจัยบางชิ้นพบว่าผู้ที่ฝึกสมาธิอย่างสม่ำเสมอมีรูปแบบการทำงานของ DMN ที่ต่างออกไปจากคนทั่วไป และการฝึกสติสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในเครือข่ายนี้ แต่ผลการศึกษายังหลากหลาย มีข้อจำกัดด้านวิธีการ และยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามีวิธีใดที่ “ปิด” DMN ได้ตามใจ ที่สำคัญ เป้าหมายที่สมเหตุสมผลไม่ใช่การปิดเครือข่ายนี้ทิ้ง เพราะเรายังต้องใช้มันในการทบทวนตัวเองและเข้าใจโลก แต่เป็นการฝึกให้สมองมีความยืดหยุ่นมากขึ้น สามารถสลับเข้าออกจากโหมดครุ่นคิดได้คล่องขึ้น และไม่ติดค้างอยู่ในวงจรคิดวนนานเกินไป ด้วยเป้าหมายแบบนี้จึงเป็นการเมตตากับตัวเองมากกว่าการพยายามบังคับให้สมองเงียบสนิทค่ะ
ที่ NBRH เราเชื่อในหลักการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy การปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบประสาทและพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีความสอดคล้องกับความเข้าใจเรื่อง DMN ตรงที่ว่า รูปแบบการคิดวนที่ถูกเดินซ้ำจนคุ้นเคย สามารถค่อยๆ ปรับให้ยืดหยุ่นขึ้นได้ผ่านการฝึกและประสบการณ์ใหม่ที่ทำซ้ำอย่างสม่ำเสมอ เพราะการดูแลใจที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการบังคับให้ความคิดหยุดนิ่ง แต่เกิดจากการค่อยๆ สร้างความยืดหยุ่นให้สมองสลับออกจากร่องความคิดเดิมได้คล่องขึ้น และไม่ติดค้างอยู่กับฉากเดิมนานเกินไป และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนค่ะ
ถ้าคุณอยากเข้าใจว่าสมองปรับรูปแบบเดิมของตัวเองได้อย่างไรในภาพกว้าง ลองอ่านต่อได้ที่บทความ Neuroplasticity สมองเปลี่ยนได้อย่างไร และต้องใช้เวลานานแค่ไหน ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ หรือถ้าการคิดวนซ้ำตอนกลางคืนคือสิ่งที่กัดกินการพักผ่อนของคุณอยู่ บทความเรื่อง คิดมากจนนอนไม่หลับ (Overthinking) เมื่อสมองไม่ยอมปิดสวิตช์ ช่วยต่อภาพส่วนนั้นได้ค่ะ
เริ่มต้นด้วยการพูดคุย
หากความคิดที่วนไม่หยุดกำลังกัดกินการพักผ่อนของคุณ เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ